13 กรกฎาคม 2562 ภูมิอากาศ ฤดูกาลของเมืองใหญ่ทั่วโลกจ่อผันแปรรุนแรงใน 30 ปีข้างหน้า

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/international-48965966

สถาบันเทคโนโลยี ETH ซูริก ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผยผลการศึกษาล่าสุดในวารสารวิชาการ PLOS ONE โดยระบุว่าได้คาดการณ์ถึงระดับอุณหภูมิและสภาพภูมิอากาศในอีก 30 ปีข้างหน้าของเมืองใหญ่ 520 แห่งทั่วโลก โดยเจาะจงศึกษาถึงกรณีที่มนุษยชาติไม่สามารถต้านทานภาวะโลกร้อน และไม่อาจควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้ ทีมผู้วิจัยพบว่าสภาพการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่การที่เมืองในเขตอบอุ่นและเขตหนาวในซีกโลกเหนือ มีภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง จนไปคล้ายกับเมืองที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมากกว่าถึง 1 พันกิโลเมตร เช่นกรุงมาดริดของสเปนในอีก 30 ปีข้างหน้า จะมีสภาพอากาศแบบเดียวกับเมืองมาร์ราเคชของโมร็อกโกในทุกวันนี้ ส่วนกรุงลอนดอนของ
สหราชอาณาจักรในอนาคตก็จะเปลี่ยนไปมีสภาพอากาศเหมือนกับนครบาร์เซโลนาของสเปนในปัจจุบัน เมืองในภูมิภาคยุโรปหลายแห่งจะมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้นอีก 4.7 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว และร้อนขึ้นอีก 3.5 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน แต่การที่เมืองหนาวมีอากาศอบอุ่นขึ้นนี้อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจนำมาซึ่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คน ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และหายนะภัยที่ไม่คาดคิด เกือบร้อยละ 80 ของเมืองใหญ่ในรายงานวิจัยดังกล่าว จะต้องพบกับสภาพภูมิอากาศที่ผันแปรไปจากเดิมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองจำนวน 1 ใน 5 ของกลุ่มศึกษานี้ มีความเสี่ยงที่จะเปลี่ยนไปมีสภาพภูมิอากาศแบบแปลกประหลาด ชนิดที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนในโลก คือจะเกิดอุทกภัย
และภัยแล้งอย่างรุนแรงขึ้นพร้อมกันได้ เมืองในกลุ่มนี้รวมถึงกรุงจาการ์ตาของประเทศอินโดนีเซีย, ประเทศสิงคโปร์, นครย่างกุ้งของประเทศเมียนมา และกรุงกัวลาลัมเปอร์ของประเทศมาเลเซีย ซึ่งในอนาคตจะมีปัญหาหนักในเรื่องปริมาณน้ำฝนที่ไม่แน่นอน โดยจะทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่บ่อยครั้ง พร้อมกับเกิดภัยแล้งจัดถี่ขึ้นไปในขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ว่านี้ แต่รายงานวิจัยคาดการณ์ว่าเมืองหลวงของประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 3 องศาเซลเซียส ในปี 2050 ผู้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการที่ดำเนินงานวิจัยนี้บอกว่า “มนุษย์ไม่เคยเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในแบบที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องเจอกับปัญหาและความท้าทายใหม่ ๆ รอบด้าน ทั้งทางการเมืองและเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งไม่เคยมีการเตรียมความพร้อมรับมือกับหายนะภัยระดับนี้กันมาก่อนเลย” เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นางมามิ มิซึโทริ ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติด้านการลดความเสี่ยงต่อหายนะภัย ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนว่า ภัยพิบัติที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ กำลังเกิดบ่อยถี่ขึ้นในอัตราสูงถึงสัปดาห์ละครั้งทั่วโลก แต่ประเทศต่าง ๆแทบจะไม่มีการเตรียมความพร้อม หรือเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์เหล่านี้เลย